Sunday, May 28, 2006

ลิตเติ้ลทรี



ลิตเติ้ลทรี
วรรณกรรมเยาวชนเผ่าเชโรกี
ฟอร์เลสต์ คาร์เตอร์ เขียน
กรรณิการ์ พรมเสาร์ แปล
สำนักพิมพ์ มูลนิธิโกมลคีมทอง

*****************************************
เป็นวรรณกรรมเยาวชนซึ่งเป็นเรื่องราวของเด็กน้อยชาวอินเดียนแดงเผ่าเชโรกีที่กำพร้าพ่อแม่ อาศัยอยู่กับปู่และย่าบนภูเขา ชีวิตที่ผูกพันกันสะท้อนการดำรงชีวิตที่เรียบง่ายของคนภูเขา มีการใช้ชีวิตอย่างพอเพียง เอื้อเฟื้อต่อสัตว์ป่า พึ่งพิงกันและมีสายสัมพันธ์อันงดงามที่เชื่อมโยงกับจิตวิญญาณของธรรมชาติ ในสภาวการณ์ที่อินเดียนยังคงเป็นชนชั้นต่ำที่ถูกเยาะหยัน ถูกดูแคลนว่าเป็นคนโง่งมในสายตาของคนขาว โดยผู้คนเหล่านั้นไม่ได้ศึกษาเบื้องหลังความคิดของการดำรงชีวิต มักเทิดทูนวัฒนธรรมตนเอง และสร้างเป็นกรอบให้ผู้อื่นทำตามเพื่อความเป็นศิวิไลซ์

เนื้อความที่ติดใจ ก็มีเช่นนี้...

• หนังสือที่ดี ย่อมปลุกเร้าให้มนุษย์ตื่นขึ้น การอ่านหนังสือจึงไม่ใช่แค่การอ่านตัวหนังสือเท่านั้น แต่มันคือการอ่านชีวิต อ่านสังคม อ่านโลก

• มนุษย์ในเวลานี้ ควรลดความหยิ่งลำพองของตนลงเสีย และกลับมาทบทวน “ตัวตน” เสียใหม่ ว่า เราไม่ใช่เราเท่านั้น แต่เราคือ นก แม่น้ำ ป่าไม้ ทั้งหมดนี้เป็นตัวเรา แม้จะไม่ได้อยู่ในตัวเรา เมื่อเราเห็นเช่นนี้แล้ว เราย่อมไม่ทำลายสิ่งอื่น เช่นเดียวกับเราไม่ทำร้ายตัวเราเอง

• ความกล้าหาญ คือ หัวใจของลิตเติ้ลทรี มีความเมตตาเป็นพลัง ลิตเติ้ลทรี จะไม่เดียวดาย

• จงเอาเท่าที่จำเป็น เมื่อเจ้าล่ากวาง จงอย่าเลือกตัวที่ดีที่สุด ให้เลือกตัวที่เล็กและเชื่องช้า เพื่อให้กวาง (ที่แข็งแรง) เหล่านั้น จะได้เติบโตแข็งแรงขึ้นเรื่อยๆ และมีเนื้อให้เรากินสม่ำเสมอ

• ไก่งวงเฒ่าพวกนี้ ก็เหมือนบางคน เพราะเขารู้ไปหมดทุกอย่าง จึงไม่มีวันก้มลงมองสิ่งที่อยู่รอบตัว เอาแต่เชิดหน้าสูงเกินกว่าที่จะเรียนรู้สิ่งอื่น

• รู้ว่าความตายในชีวิตอยู่ที่นี่แล้ว พร้อมรุ่งอรุณแห่งวัน รู้ว่าไม่มีสิ่งใดดำรงอยู่ได้ โดยไร้สิ่งอื่น

• ปัญหาใหญ่ของคนส่วนมาก เป็นเพราะไม่ได้ฝึกที่จะรักและเข้าใจกันฉันคนในครอบครัว

• เมื่อเราพบอะไรดีๆ สิ่งแรกที่น่าจะทำ ก็คือ แบ่งปันสิ่งดีนั้นกับใครก็ตามที่เราพบ เพื่อสิ่งดี จะได้แพร่ขยายออกไปไม่รู้สิ้นสุด

• คนทุกคน มีจิตอยู่สองดวง ดวงหนึ่งคือ จิตใจที่เกี่ยวข้องกับการแสวงหาสิ่งจำเป็น เพื่อให้ร่างกายมีชีวิตอยู่ได้ เราต้องใช้จิตนี้ เพื่อไตร่ตรองหาวิธีให้ได้มาเพื่อร่างกายของเราให้ดำเนินชีวิตไปได้ จิตอีกดวงหนึ่งที่ไม่เกี่ยวข้องกับสิ่งต่างๆ ที่กล่าวมาแล้ว คือ จิตวิญญาณ ถ้าเราใช้จิตใจไปในทาง โลภโมโทสัน หรือเลวทราม เช่น ถ้าเราชอบทำร้ายผู้อื่นเสมอ และมัวแต่คิดหาผลประโยชน์ทางวัตถุจากผู้อื่นเพื่อตนเอง จิตวิญญาณของเราจะหดเล็กลงเหลือขนาดเท่าลูกฮิคกอรี่นัท และอาจหายไปได้ ถ้าหากเราปล่อยให้จิตใจครอบงำร่างกายทั้งหมด เราจะสูญเสียจิตวิญญาณไปโดยสิ้นเชิง

• ทุกอย่างที่เราสูญเสียไป หากเป็นสิ่งที่เรารัก เราก็ย่อมรู้สึก เหมือนขาดหาย มีทางเดียวที่จะทำให้ไม่รู้สึกอย่างนี้ คือ “ ต้องไม่รักอะไรเลย ซึ่งนั้นยิ่งแย่ไปกว่านี้ เพราะเราจะรู่สึกว่างเปล่าตลอดเวลา”

• เมื่อเราเติบโตขึ้น และระลึกถึงผู้ที่เรารัก เราจะจดจำแต่สิ่งดีๆ ไม่จำสิ่งเลว ซึ่งเป็นข้อพิสูจน์ว่า ความเลวนั้นไม่มีค่าอะไรเลย

• ถ้าได้ยินใครใช้ถ้อยคำว่าร้ายใคร อย่าไปตัดสินจากถ้อยคำพวกนั้น เพราะมันไม่มีความหมายอะไร ให้ตัดสินจากน้ำเสียง จะให้รู้ว่าเป็นคนที่ต่ำช้าและโกหกหลอกลวงหรือเปล่า

• เราควรเข้าใจปัญหาของเขา แต่คนส่วนใหญ่ ไม่อยากจะเข้าใจ เพราะมันยุ่งยาก ซับซ้อนเกินไป เลยใช้ถ้อยคำมากลบเกลื่อนความขี้เกียจ

• ปู่และย่า ผู้เปรียบเป็นพ่อและแม่คนที่ 2 ของเขา ได้สอนวิธีการดำเนินชีวิตและปลูกฝังแนวคิดของชนเผ่าเชโรกี เขาได้เรียนรู้วิถีธรรมชาติอันเรียบง่ายด้วยความรักอันบริสุทธิ์ อ่อนโยน และใสสะอาด และเขาก็ได้สัมผัสชีวิตรักที่ยิ่งใหญ่ เรียนรู้ความงามและความมีชีวิตของธรรมชาติที่มอบให้เด็กกำพร้าอย่างเขา เขาเรียนรู้การจากพราก การอยู่รอด เรียนรู้ความเข้มแข็งของหัวใจ ในขณะเดียวกัน เราเรียนรู้ความรักอันอ่อนโยนในครอบครัว ถึงแม้จะห่างไกลกัน แต่ต่างก็สัญญาที่จะดู “ ดาวสุนัข ” ในค่ำคืนและส่งใจถึงกัน รวมกันเป็นหนึ่งเดียว

• เมื่อไรที่หัวใจของเขาอยู่ในที่ที่ควรอยู่ เขาจะได้เรียนรู้ว่า เขาควรจะให้ใคร และสิ่งที่ควรให้ คือ ให้การเรียนรู้ที่จะทำอะไรได้ด้วยตัวเอง

• เมื่อเราจัดระเบียบสรรพสิ่งต่างๆ แล้ว เราก็จะแยกแยะสิ่งที่เราต้องทำ และสิ่งที่เราไม่ได้ทำ เป็นห้วงเวลาแห่งการทบทวนความทรงจำ ความเสียใจ และความหวังว่า เราจะได้ทำในสิ่งที่เรายังไม่ได้ทำ และพูดสิ่งที่เราไม่ได้พูด

***********************************

วิธีชนะทุกข์และสร้างสุข



วิธีชนะทุกข์และสร้างสุข
โดย เดล คาร์เนกี้
*********************
• ธอมมัส ดาไลด์ กล่าวว่า : ภารกิจของเรา คือ ไม่มองสิ่งที่เห็นสลัวๆ ในระยะไกล แต่ปฏิบัติสิ่งที่เห็นกระจ่างที่อยู่ใกล้ๆ
• จงศึกษาวิธีที่จะมีชีวิตอยู่ “ ภายในห้องที่มีแต่วันนี้” ของ เซอร์ วิลเลียม ออสเลอร์ ซึ่งจะเป็นทางให้ฟันฝ่าอุปสรรคต่างๆ แห่งชีวิตไปอย่างปลอดภัย จงสำรวจตัวเอง จงถือเสียว่า สิ่งที่เกิดขึ้นแล้วเมื่อวานนี้ - อดีต เป็นสิ่งที่ล่วงมาแล้ว ปิดฉากไปแล้ว และสำหรับพรุ่งนี้ – อนาคต ที่ยังไม่มาถึง และยังไม่เป็นรูปเป็นร่าง แล้วท่านจะปลอดภัยสำหรับวันนี้ วิธีเตรียมตนไว้สำหรับพรุ่งนี้ คือ การปฏิบัติงานวันนี้ ด้วยความขยันขันแข็ง และด้วยสติปัญญาทั้งหมดของท่าน เพื่ให้งานของท่านบรรลุไปด้วยผลอันงามที่สุด
• เซอร์ วิลเลียม ออสเลอร์ : ปิดประตูเหล็กกั้นอดีต และอนาคตไว้เสีย จงดำรงชีวิตอยู่ในห้องที่มีแต่วันนี้
• เปรียบชีวิตคนเหมือนแก้วใส่ทราย ผ่านคอขวด เราไม่สามารถทำให้ทรายผ่านคอคอดทั้งหมดได้โดยไม่ทำให้แตก เมื่อเราลงมือทำงานในตอนเช้า ภาระตั้งร้อยอย่างพันอย่าง ต้องปฏิบัติให้ลุล่วงไป จึงต้องปฏิบัติงานไปที่ละอย่าง ไม่ใช่โหมพร้อมกันหลายอย่างแบบเดียวกับเม็ดทรายผ่านคอแก้วทีละน้อย
• โรเบิร์ต หลุยส์ สตีเวนซัน กล่าวว่า “ ผู้ที่มีชีวิตเต็มไปด้วยความสุข จะเป็นผู้ที่รู้จักอดทนต่อภาระรับผิดชอบของตนเอง แม้จะหนักสักปานใด ตลอดทั้งวัน จะต้องสามารถปฏิบัติงานของตนตลอดทั้งวัน จะต้องมีชีวิตด้วยความร่าเริง พากเพียร ยิ้มแย้ม แจ่มใส จนกว่าพระอาทิตย์จะตกดิน ”
• คนฉลาด ย่อมคิดว่า วันหนึ่งๆ เป็นชีวิตใหม่ของเขา
• กวีเอกโรมัน ชื่อ “ ฮอริช” กล่าวว่า “ พรุ่งนี้ ช่างมัน , ชีวิตของฉันอยู่ถึงวันนี้ ก็พอแล้ว ”
• เรามิได้สันโดษในความเป็นอยู่ของตนเอง เพราะเราต่างฝันถึงสวนกุหลาบเนรมิตเหนือขอบฟ้าแทนที่จะมีความชื่นชมต่อกุหลาบ ซึ่งบานสะพรั่งอยู่นอกหน้าต่างห้องของเขาในวันนี้ จึงเป็นการโง่อย่างน่าเวทนาจริงๆ
• พระเยซู : อย่าได้คิดอย่างใดถึงพรุ่งนี้ เพราะพรุ่งนี้จะดูแลตัวของมันเอง จงหามาให้พอสำหรับวันนี้ จะไม่มีสิ่งร้ายมากล้ำกลาย
• วิลลิส เอช แคริเออร์ : เมื่อพบกับความล้มเหลว ให้ปฏิบัติ 3 ขั้น คือ
1. วิเคราะห์สภาพการณ์อย่างไม่หวั่นและตรงไปตรงมา และคำนวณว่า ความล้มเหลวอันนี้ จะ เป็นผลเสียหายร้ายแรงที่สุดสักเท่าใด
2. ตกลงที่จะรับความเสียหายที่ร้ายแรงที่สุดด้วยความยินดี ถ้าไม่มีทางอื่น
3. สละเวลาสติกำลังในการพยามแก้ไขสิ่งที่ร้ายแรงที่สุด (พยายามอย่างสุขุม เยือกเย็น)
• ลิน ยู ถัง จากหนังสือ “ ความสำคัญแห่งการดำรงชีวิต “ กล่าวว่า ความสงบอันแท้จริงแห่งจิตใจมาจากยินดีต้อนรับ สิ่งร้ายแรงที่เกิดขึ้นแก่เรา
• เผชิญหน้า , เลิกเป็นทุกข์ , หาทางแก้ไข แทนที่จะอยู่เฉยๆ ... การทำใจให้ผ่องใส จะช่วยให้ร่างกายต้านทานเชื้อโรคต่างๆ ได้
• ฮ๊อกส์ กล่าวว่า ถ้าบุคคลได้เผชิญปัญหาที่ทำให้เกิดทุกข์ บุคคลนั้นพึงสละเวลาค้นหาข้อเท็จจริงด้วยใจ เป็นธรรมและเที่ยงตรง ทุกข์จะแห้งหายไปท่ามกลางแสงสว่างแห่งข้อเท็จจริงที่ได้ค้นพบ
• เมื่อมีปัญหาที่ทำให้เกิดวิตกทุกข์ร้อน อย่าปล่อยให้อารมณ์ฉุนเฉียวเกิดขึ้น ต้องแก้ปัญหาด้วยใจที่เป็นธรรมและเที่ยงตรง
• โทมัส เอดิสัน กล่าวว่า “ ไม่มีหนทางใดเลยที่จะมาบังคับให้มนุษย์เลิกคิดเสียได้ ”
• จอห์น คาวเปอร์ พาวส์ กล่าวไว้ใน “ศิลปะแห่งการลืมสิ่งร้าย” ว่า สิ่งที่จะระงับประสาทของมนุษย์ให้สงบ เมื่อตกอยู่ในห้วงทุกข์ ก็คือ เพลิดเพลินในภาระของตนจนไม่มีเวลาว่าง
• ถ้าปรารถนาให้จิตใจได้รับสันติสุข เขาจะต้องไม่เอาธุระกับความผิดเล็กๆ น้อย เหตุไฉน เราจะต้องเสียเวลาด้วยการจมอยู่ในห้วงแห่งความโศกเศร้า แต่จงบำเพ็ญชีวิตของเราให้สมค่า ทั้งการกระทำและความรู้สึก เพื่อใช้ความคิดในสิ่งที่เป็นประโยชน์ เพื่อใช้ความรักด้วยน้ำใสฝใจจริง และเพื่อความขยัน หมั่นเพียรในภารกิจ “ ชีวิตเป็นสิ่งสั้นเกินไปกว่าที่จะเอาธุระกับสิ่งเล็กน้อย ”
• จงต้อนรับกับสิ่งที่หนีไม่พ้น
• พระเจ้ามอบแก่ข้าพเจ้าซึ่งสันติสุขภายในด้วยการให้รับไว้ในสิ่งที่ข้าพเจ้าเปลี่ยนไม่ได้ ข้าพเจ้ากล้าเปลี่ยน แต่สิ่งที่สามารถจะเปลี่ยนด้วยการใช้ดุลยพินิจว่า สิ่งไหนควรหรือไม่ควร
• จง “หยุดเสียหาย” สำหรับทุกข์ จงคำนวณราคาของความสุขและความสงบแห่งชีวิตของเราเป็นเกณฑ์
• ความสุขในการดำรงชีวิต
1. เพื่อวันนี้ ข้าพเจ้าจะมีความสุข
2. เพื่อวันนี้ ข้าพเจ้าจะปรับปรุงตัวเองให้เหมาะสมในสายตาของคนทั่วๆ ไป
3. เพื่อวันนี้ ข้าพเจ้าจะเอาใจใส่ต่อร่างกายของข้าพเจ้า
4. เพื่อวันนี้ ข้าพเจ้าจะพยายามกระทำจิตใจ ให้เจริญงามยิ่งขึ้น ไม่ขี้เกียจ , สำรวมตน
5. เพื่อวันนี้ ข้าพเจ้าจะช่วยเหลือผู้อื่นโดยไม่ให้ผู้ที่ข้าพเจ้าช่วยรู้ตัว
6. เพื่อวันนี้ ข้าพเจ้าจะทำใจให้ปลอดโปร่ง แต่งกายสะอาดเรียบร้อย พูดด้วยสำเนียงอ่อนโยน สุภาพ ยกย่องชมเชยผู้อื่น จะละเว้นการวิจารณ์หรือพยายามเอาผิดกับสิ่งใดๆ และจะไม่พยายามสั่งสอนและตักเตือนใครๆ
7. เพื่อวันนี้ จะไม่ทุกข์เรื่องงาน / ปัญหาใดๆ ทั้งวันหน้า – วันหลัง จะเสร็จงานใน 12 ชั่วโมง
8. ข้าพเจ้าจะมีรายการว่า ชั่วโมงหนึ่ง จะทำอะไรบ้าง
9. เพื่อวันนี้ ข้าพเจ้าจะหาเวลาเงียบๆ คนเดียวสัก 1/2 ชั่วโมง เพื่อพักผ่อนหย่อนใจ
10. เพื่อวันนี้ ข้าพเจ้าจะไม่กลัวสิ่งใดๆ ทั้งสิ้น เช่น ไม่กลัวว่าจะไม่มีความสุข ไม่กลัวว่าจะไม่ได้รับความรัก ไม่กลัวว่าคนที่ข้าพเจ้ารัก จะรักข้าพเจ้าหรือไม่

Wednesday, February 22, 2006

จับจิตด้วยใจ



ชื่อหนังสือ จับจิตด้วยใจ
ชื่อผู้เขียน นายแพทย์วิธาน ฐานะวุฑฒ์
สำนักพิมพ์ ศยาม

รวบรวมมาจากคอลัมน์ "จับจิตด้วยใจ" ของหน้าศาสนา - จิตใจ นสพ. มติชนรายวันฉบับวันอาทิตย์ เนื้อหาจะกระตุ้นให้ความสำคัญเรื่อง "ภายใน" ท่ามกลางสังคมที่ยึดเรื่องของ "ภายนอก" เป็นสรณะ ผู้เขียนถ่ายทอดให้เริ่มก้าวสู่ความเปลี่ยนแปลง ซึ่งต้องหมั่นฝึกฝนและเรียนรู้ เพื่อนำไปสู่ "สุขภาพชีวิต"ที่ดี ประกอบด้วย
HEALTH ได้แก่ H = Happyness (ความสุข)
E = Enlightenment (การตื่นรู้)
A = Autonomy (อิสรภาพและการมีเอกลักษณ์เฉพาะตัว)
L = Learning (การเรียนรู้)
T = Transformation) (การเปลี่ยนแปลงไปสู่สิ่งที่ดีกว่า)
H = Healing (การเกิดการเยียวยาภายใน)

เรื่องที่นายแพทย์วิธานได้พูดถึง มีดังนี้

1. เรื่อง "ความโกรธ" มีผลการวิจัยยืนยันว่า การโกรธแต่ละคร้ง จะทำให้ภูมิคุ้มกัน (IgA)ลดลง ดังนั้น จึงควรเลือกที่จะเปลี่ยนวงจรชีวิตตัวเองให้เป็นวงจรบวก (มีอยู่ 84,000 วิธี) โดยการฝึกเรื่อยๆ ถ้าอยากให้สังคมเปลี่ยนไปในทางที่ดีขึ้น ต้องเริ่มเปลี่ยนที่ตนเองก่อน

2. การฟังอย่างลึกซึ้ง ตามทฤษฏี Dialogue ของ เดวิด โบห์ม เป็นการรับรู้ว่าฟัง โดยไม่ตัดสินว่าผู้อื่นถูกหรือผิด ยังทำให้เกิดความสงบนิ่ง หลุดพ้นจากการขัดแย้ง การตัดสิน และการยึดถือความคิดของตัวเอง

3. สภาวะแห่งความเป็นปกติ ความปกติที่มนุษย์ควรจะมี เป็นสภาวะที่สมดุล เชื่อมโยงกับสรรพสิ่งทั้งมีชีวิตและไม่มีชีวิต หลุดไปจากขอบเขตของความชอบ / ไม่ชอบ

4. การผ่าตัดอารมณ์ ด้วยเทคนิค "Cut - thru" โดยมีวิธีคล้ายกับทางพุทธศาสนา คือให้ "รับรู้" หรือ มีสติรู้ตัวก่อน เป็นวิธีที่เหมือนกับวิธี Transformation ของท่าน ติช นัท ฮันห์

5. ควรรู้เท่าท้นกระบวนการ มากกว่าที่จะมัวติดอยู่กับ "เปลือก"ภายนอกที่เป็นเสมือนหนึ่ง "กับดักทางจิตวิญญาณ"

6. เดวิด โบห์ม ได้เสนอทฤษฏีตามแนวคิดควอนตัมฟิสิกส์ว่า ทุกสรรพสิ่งในจักรวาลนี้ทำงานกันแบบโฮโลแกรม ซึ่งจะเป็นประเด็นที่น่าสนใจมาก อันแสดงถึงภาพความจริงที่ปรากฏ ย่อมหมายถึงสิ่งที่มีอยู่ในตัวของพวกเราทุกคนด้วย หากภาพเลวร้ายของสังคมที่ปรากฏ ย่อมหมายถึง ความเลวร้ายที่มีในใจตัวเราด้วย เช่นกัน ซึ่งเป็นสิ่งที่เข้ากันได้กับหลักของ "อิทัปปัจจยตา"ของพระพุทธศาสนา ที่บอกถึงความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงของสรรพสิ่งในจักรวาลอย่างแบ่งแยกไม่ได้ และทุกสรรพสิ่ง เป็นไปตามเหตุและปัจจัยอีกด้วย

7. พลังของการสวดมนต์ สามารถนำมาวิจัยทางการแพทย์อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ซึ่งไม่สามารถอธิบายได้โดยวิทยาศาสตร์แบบเก่า ในควอนตัมฟิสิกส์ กล่าวว่า "ความคิด" เป็นกลุ่มพลังงานชนิดหนึ่งซึ่งมีผลต่อกลุ่มพลังงานกลุ่มอื่น และมีความเกี่ยวข้องเชื่อมโยงกับพลังงานทั้งหมดในจักรวาลอย่างมีระบบและมีผลต่อกันและกันอย่างแยกไม่ออก การสวดมนต์จึงเป็นเรื่องของพลังงานควอนตัมที่แน่นอนและส่งผลไปยัง "เป้าหมาย" ที่ต้องการอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ และ คลื่นพลังงานของการสวดมนต์ เป็นคลื่นพลังงานที่มีผลต่อการทำงานระบบต่างๆ ในร่างกายมนุษย์ได้โดยที่ไม่เกี่ยวกับระยะทาง

8. การับรู้ข้อมูลข่าวสาร เพพื่อให้มนุษย์ได้พัฒนาขึ้น ต้องมีมิติด้านใน เป็นการรับรู้แบบลึก ซึ่งต้องฝึกฝนและปฏิบัติใน 2 เรื่องสม่ำเสมอ คือ
...8.1 การฝึกฝนตัวเองให้เข้าสู่ "สภาวะแห่งความเป็นปกติ" ร่างกายจะมีการปรับคลื่นความถี่ที่เหมาะสมและสมดุล
...8.2 มีการรับฟังกันอย่างลึกซึ้ง พ้นจากการตัดสินว่าถูก-ผิด มองอย่างเป็นกลางๆ พ้นจากกรอบของความเป็นภาษา

9. ปัญหาสังคมที่เกิดขึ้นในปัจจุบันนี้ คือ "การไม่ฟังกัน" โลกนี้ไม่มีใครเก่งกว่าใคร ทุกคนเก่งกันคนละอย่าง จึงต้องให้เกียรติและเคารพในศักดิ์ศรีของความเป็นมนุษย์อย่างเท่าเทียมกัน การสื่อสาร ต้องมีมิติที่ลึกลงไป ทำนอง "ภาษาใจ" ด้วย สามารถฝึกได้โดยใช้ "การฟังอย่างลึกซึ้ง" หรือ Bohm's Dialogue

10. ชีวิตที่ไม่ใช่เรขาคณิต คือ ไม่ต้องคอยพิสูจน์ให้ใครเห็นว่า เราดี เราเก่ง เราแน่ มิฉะนั้น จะตกเป็นทาสทางความคิดของผู้อื่น ให้ลองทำตัวไม่ตกไปใน "กับดักทางความคิด" ดำเนินชีวิตตามที่คิดว่าควรจะเป็น

Wednesday, January 25, 2006

ผ่านพบไม่ผูกพัน



ผ่านพบไม่ผูกพัน
Unattached Encounters
โดย..เสกสรรค์ ประเสริฐกุล
สำนักพิมพ์สามัญชน

...อันใดเล่าที่ควรเข้ามาแทนที่ความกลัวเพื่อเราจะได้มีพลังขับเคลื่อนความคิดไปในทางบวกมากขึ้น
ทั้งสร้างสรรค์และสงบสุขมากขึ้น คำตอบที่ตรงที่สุดคือความกล้า
อย่างไรก็ตาม ความกล้าหาญทางจิตวิญญาณนั้นต่างจากความกล้าในความหมายสามัญ คือ
มิได้มีไว้สู้รบกับผู้ใด หากหมายถึง การเปิดกว้าง ต้อนรับทุกเหตุการณ์ผ่านเข้ามาในชีวิตอย่างไม่สะทกสะท้าน
จากนั้น ค้นหาจุดลงตัวในการสัมผัสสัมพันธ์กับมัน
สิ่งตรงข้ามกับความกลัวอีกอย่างหนึ่งคือ ความรัก
ทั้งนี้เพราะความรักในระดับจิตวิญญาณที่ปราศจากขอบเขตและเงื่อนไขจะบังเกิดได้
ก็ต่อเมื่อเราเอาชนะความต้องการและความคาดหวังแบบคับแคบเสียก่อน
ความรักในความหมายนี้ นับเป็นพลังงานที่ทรงอานุภาพอย่างยิ่ง
ทำให้เกิดพลังสร้างสรรค์และการมองโลกเชิงบวกได้ต่อเนื่อง....

...ผ่านพบโดยไม่ผูกพัน บางที อาจลึกซึ้งยั่งยืนกว่าร้อยหัวใจเข้ากับทุกอย่าง
ด้วยโซ่ตรวนที่มักตั้งชื่อผิดๆ ว่า " ความรัก "....

..บางที เราอาจเดินทางเพื่อหาที่ทิ้งขยะในหัวใจ...

...บางท่าน แต่งผิวนอกไว้แกร่งกร้าน เนื่องเพราะเนื้อในแน่นคับเกินกว่าจะมีพื้นที่ให้ผู้อื่น
บางคน เย็นชาแข็งกระด้าง เพราะรู้ดีว่า หัวใจของตนอ่อนนุ่มเกินกว่าจะเปิดเผย...

...ยามหมอกฝนโปรยปรายใส่หินผา ท่านอาจร่วมร้องไห้กับผาหิน...

...บางครั้ง เราเต็มใจเป็นสะพานให้ใครบางคนก้าวข้าม
แต่ห้วงยามแห่งการเสียสละกับห้วงยามแห่งการพลัดพราก ก็มักจะเกิดขึ้นพร้อมกัน
ทั้งนี้ เพราะสะพานย่อมมิใช่ที่อยู่ถาวรของผู้ใด...

...คนเราเกิดมาในโลก แท้จริงแล้วจะมีเพื่อนร่วมทางสักกี่คน
ส่วนใหญ่ที่สุดก็เป็นเพียงคนข้างทางของกันและกัน...

...คนข้างทางในชีวิตเราไม่ได้ปรากฏตัวอย่างไร้เหตุผลเสมอไป
ผู้แปลกหน้าเหล่านี้ อาจจะมาพร้อมกับข่าวสารบางอย่าง
ที่ช่วยเติมเต็มความรับรู้หรือกระตุ้นสำนึกดีๆ ที่หายไปให้กลับคืน
หากเรารู้จักอ่านความหมายของการพบกัน...

...เนื่องเพราะในยามที่อ่อนแอและอยากถูกรัก
ผู้คนอาจสับสนได้ระหว่างความรักที่คิดมอบให้ผู้อื่นกับความรักทีมีต่อตัวเอง...

...ถ้าเราอยากรู้จักผู้ใดอย่างแท้จริงสักคน
จงดูเส้นทางที่เขาเลือกและวิถีปฏิบัติของเขาขณะอยู่บนเส้นทาง
แต่ไม่ควรใส่ใจดูว่า เขาไปถึงปลายทางหรือไม่...

Sunday, December 18, 2005

..หนังสือ..เตรียมเสบียงไว้เลี้ยงตัว 1


ใบไม้ที่ร่วงหล่น
ดังสังขารที่ร่วงโรย
เสียงระฆังก้องกังวาน
เป็นสัญญาณแห่งความหมาย
หนทางข้างหน้าแสนยาวไกล
รู้ตัว เตรียมใจ ได้สติ
มุ่งสู่แสงสว่าง ณ ปลายฟ้าโพ้น...

เสบียง ตามนัยของหนังสือเล่มนี้ คือ "กรรมดี"
หนังสือแสดงคำถาม คำตอบที่จะนำไปสู่คำถามที่ดีที่สุด คือ
"เราจะเอาประโยชน์อันใด ติดตัวไปจากโลกมนุษย์ได้บ้าง"
มีคำแนะนำตรงๆ ถึงเสบียงที่เตรียมง่ายที่สุดและคุ้มค่าที่สุด